[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.5
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป  
English Chinese (Simplified) Chinese (Traditional) French German Italian Japanese Korean Portuguese Russian Spanish Vietnamese Thai     
เมนูหลัก
ระบบสมาชิก
Username :
Password :
[ สมัครสมาชิก ] | [ ลืมรหัสผ่าน ]
สมาชิกทั้งหมด 2 คน
สมาชิกที่กำลังออนไลน์ 0 คน
link banner
e-Learning

poll

   คุณคิดว่าเวปนี้เป็นอย่างไร


  1. ดีมาก
  2. ดี
  3. ปานกลาง
  4. แย่
  5. แย่มาก


พยากร์อากาศ


  

   เว็บบอร์ด >> ห้องนั่งเล่น >>
  VIEW : 318    
โดย

UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 29
ตอบแล้ว :
เพศ :
ระดับ : 4
Exp : 36%
เข้าระบบ :
ออฟไลน์ :
IP : 171.96.191.xxx

 
เมื่อ : พฤหัสบดี ที่ 25 เดือน พฤษภาคม พ.ศ.2560 เวลา 15:46:07      แก้ไขกระทู้ ปักหมุดและแบ่งปัน

 
ไข้หวัดใหญ่ คืออะไร ?
ไข้หวัดใหญ่ condition flu
สุขภาพ


ไข้หวัดใหญ่ (Flu หรือ Influenza) คือ โรคระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจในส่วนของจมูก ลำคอ และปอด อาการเบื้องต้นคล้ายไข้หวัดธรรมดา มีไข้ ตัวร้อน น้ำมูกไหล ไอหรือจาม แต่มีความรุนแรงและมีโอกาสพัฒนาสู่ภาวะแทรกซ้อนได้ เป็นโรคที่สามารถพบได้ตลอดปี และระบาดในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูที่มีสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลัน โดยเฉพาะในฤดูหนาวและฤดูฝนที่เอื้อต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี
 
influenza
 
ข้อแตกต่างเบื้องต้นของไข้หวัด (Cold) และไข้หวัดใหญ่ (Flu)
 
เมื่อป่วยเป็นไข้หวัด ผู้ป่วยจะค่อย ๆ แสดงอาการทีละน้อย แต่ไข้หวัดใหญ่จะเกิดอาการอย่างเฉียบพลัน มีไข้สูงและมีอาการรุนแรงกว่า
ไข้หวัดมักมีอาการแสดงทางระบบหายใจส่วนต้น คัดจมูก ไอ จาม เจ็บคอ มีเสมหะ ส่วนไข้หวัดใหญ่จะมีอาการไข้สูงเป็นลักษณะเด่น และผู้ป่วยจะปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย อ่อนล้า
ผู้ป่วยไข้หวัดยังคงสามารถใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้แม้จะมีอาการป่วยรบกวนเป็นระยะ แต่ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่จะรู้สึกเพลียมากกว่าต้องการการพักผ่อนมากกว่าปกติ และควรไปพบแพทย์เพื่อรักษาหากมีไข้สูงมากหรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ
ประเทศไทยมีสถิติผู้ป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ค่อนข้างสูง โดยรายงานล่าสุดจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 จนถึง 19 กันยายน 2559 มีผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ทั่วประเทศรวม 99,894 คน โรคไข้หวัดใหญ่จึงเป็นหนึ่งในโรคเฝ้าระวังที่สำคัญเป็นอันดับต้น ๆ
ประเภทของไข้หวัดใหญ่
 
ไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ Influenza Virus โดยการติดเชื้อที่พบในมนุษย์ คือ สายพันธุ์ A, B และ C
 
ไวรัสชนิด A มีความรุนแรงและอันตรายมากที่สุด สามารถติดต่อจากสัตว์พาหะมาสู่คน และจากคนที่ติดเชื้อไปสู่คนอื่น ๆ ทางการไอ จาม และอากาศหายใจที่มีเชื้อไวรัสกระจายอยู่ จึงสามารถแพร่ระบาดได้เป็นวงกว้าง หรือระบาดไปทั่วโลกได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว
 
โครงสร้างของไวรัสชนิด A แตกต่างจากไวรัสชนิดอื่น คือ มีไกลโคโปรตีน 2 แบบ ได้แก่ Hemagglutinin (HA) และ Neuraminidase (NA) โดย HA มีหน้าที่จับกับตัวรับสารของเซลล์แล้วบุกรุกเซลล์ สร้างอนุภาคไวรัสขึ้นมาใหม่ เมื่อติดเชื้อแล้ว NA จะทำหน้าที่ส่งไวรัสที่สร้างขึ้นใหม่แพร่กระจายไปสู่เซลล์อื่น ๆ
 
โปรตีน HA มีทั้งสิ้น 15 ชนิดย่อย และ NA มี 9 ชนิดย่อย สายพันธุ์ของไวรัสจึงถูกตั้งชื่อตามการจับตัวของโปรตีน อย่างสายพันธุ์ที่มีการระบาดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เช่น H1N1 (ไข้หวัดหมู) H5N1 (ไข้หวัดนก)
 
ไวรัสชนิด B มักแพร่ระบาดตามฤดูกาลที่มีสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการติดเชื้อ อย่างฤดูหนาวและฤดูฝน เช่น ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล (Seasonal Flu) อาจแพร่ระบาดได้ในระดับภูมิภาค
 
ไวรัสชนิด C เป็นการติดเชื้อทางระบบหายใจที่ไม่รุนแรง มีอาการป่วยเล็กน้อยหรือไม่แสดงอาการป่วยเลย ไม่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาด
 
ไวรัสชนิด D เป็นการติดเชื้อที่พบเฉพาะในสัตว์ และยังไม่พบการติดเชื้อที่แพร่มาสู่คน
 
อาการของไข้หวัดใหญ่
 
ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่จะมีอาการเบื้องต้นคล้ายผู้ป่วยไข้หวัดธรรมดา แต่อาการป่วยไข้หวัดใหญ่จะส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกายได้มากกว่า มีไข้สูงมาก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียหมดแรง ไอ จาม เจ็บคอ คออักเสบ บางคนมีอาการคลื่นไส้อาเจียนและท้องร่วงร่วมด้วย บางราย ผู้ป่วยมีอาการแสดงอย่างอื่น แต่ไม่มีไข้ และอาจมีอาการแทรกซ้อนอื่นได้ด้วย ทั้งนี้อาการป่วยที่อาจเกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับร่างกาย อายุ และโรคประจำตัวเดิมของแต่ละบุคคลด้วย
 
สาเหตุของไข้หวัดใหญ่
 
เป็นการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจจากไวรัสกลุ่ม Influenza Virus ที่อาจแพร่กระจายอยู่ในอากาศ หรือเจือปนอยู่ในของเหลว คนรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านประสาทสัมผัสต่าง ๆ เช่น นำมือที่สัมผัสกับเชื้อมาขยี้ตา สัมผัสน้ำลายของผู้ที่ติดเชื้อจากการใช้ช้อนหรือแก้วน้ำดื่มร่วมกัน
 
การวินิจฉัยไข้หวัดใหญ่
 
คนทั่วไปสามารถสังเกตว่าตนป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่หรือไม่ด้วยการสังเกตกลุ่มอาการที่ป่วย เช่น มีไข้สูง ตัวหนาวสั่น ไอ เจ็บคอ เป็นหวัด คัดจมูก ปวดหัว อ่อนเพลียหรือไม่
 
ส่วนทางการแพทย์ การใช้ชุดทดสอบเพื่อตรวจเชื้อจะถูกนำมาใช้ต่อเมื่อแพทย์มีข้อสงสัยเป็นพิเศษหรือเมื่อเริ่มมีการระบาดของโรคสายพันธุ์ที่รุนแรง ด้วยชุดตรวจ RIDTs (Rapid Influenza Diagnosis Test) การตรวจ DNA ของไวรัสแบบ RT-PCR (Reverse Transcription-Polymerase Chain Reaction) และ การตรวจหาไวรัสด้วยกล้องจุลทรรศน์ (Fluorescent Antibody)
 
การรักษาไข้หวัดใหญ่
 
เมื่อป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ แพทย์จะจ่ายยาเพื่อรักษาตามอาการที่ป่วย หรือหากมีอาการป่วยเพียงเล็กน้อย สามารถใช้ยารักษาได้ด้วยตนเองภายใต้คำแนะนำของเภสัชกร เช่นยาลดไข้ ยาแก้หวัด เช็ดตัวลดไข้ และควรนอนหลับพักฟื้นให้เพียงพอ เพราะการป่วยไข้หวัดใหญ่จะทำให้ร่างกายอ่อนล้าและต้องการการพักผ่อนมากกว่าปกติ
 
หากมีอาการที่น่าสงสัยหรือจัดอยู่ในผู้ป่วยสายพันธุ์อันตรายที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาด ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ เพื่อรับยาต้านไวรัสป้องกันหรือลดความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัส
 
ภาวะแทรกซ้อนของไข้หวัดใหญ่
 
โรคไข้หวัดใหญ่อาจเป็นเหตุให้ร่างกายเกิดภาวะแทรกซ้อนและโรคต่าง ๆ ได้ เช่น ภาวะร่างกายขาดน้ำ การติดเชื้อในหู การติดเชื้อที่ไซนัส หลอดลมอักเสบ ปอดบวม ปอดอักเสบ ปัญหาที่ระบบประสาทส่วนกลาง กล้ามเนื้ออักเสบ หัวใจวาย กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน และมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่มีความรุนแรงกว่า
 
นอกจากนั้น อาการของไข้หวัดใหญ่ยังเป็นเหตุทำให้อาการป่วยโรคอื่นที่เป็นอยู่ก่อนหน้าทรุดหนักลง เช่น โรคเบาหวาน โรคหอบหืด และโรคหัวใจ
 
การป้องกันไข้หวัดใหญ่
 
ในปัจจุบันมีวัคซีนสำหรับฉีดป้องกันไวรัสที่สามารถฉีดได้ปีละครั้ง แต่ไม่สามารถป้องกันไวรัสได้ทุกชนิด รวมถึงมียาต้านไวรัสที่ได้รับการแนะนำให้ใช้ในผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และการสร้างเสริมสุขภาพร่างกาย และสุขอนามัยในการใช้ชีวิต ก็เป็นวิธีที่ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงในการป่วยไข้หวัดใหญ่ได้ด้วยเช่นกัน