[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.5
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป  
English Chinese (Simplified) Chinese (Traditional) French German Italian Japanese Korean Portuguese Russian Spanish Vietnamese Thai     
เมนูหลัก
ระบบสมาชิก
Username :
Password :
[ สมัครสมาชิก ] | [ ลืมรหัสผ่าน ]
สมาชิกทั้งหมด 2 คน
สมาชิกที่กำลังออนไลน์ 0 คน
link banner
e-Learning

poll

   คุณคิดว่าเวปนี้เป็นอย่างไร


  1. ดีมาก
  2. ดี
  3. ปานกลาง
  4. แย่
  5. แย่มาก


พยากร์อากาศ


  

   เว็บบอร์ด >> ห้องนั่งเล่น >>
  VIEW : 47    
โดย

UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 28
ตอบแล้ว :
เพศ :
ระดับ : 4
Exp : 29%
เข้าระบบ :
ออฟไลน์ :
IP : 171.96.191.xxx

 
เมื่อ : พฤหัสบดี ที่ 25 เดือน พฤษภาคม พ.ศ.2560 เวลา 15:43:07      แก้ไขกระทู้ ปักหมุดและแบ่งปัน

 
มะเร็งผิวหนังคืออะไร?
มะเร็งผิวหนัง Skin cancer
สุขภาพ


มะเร็งผิวหนัง (Skin Cancer) คือโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นบริเวณผิวหนัง เกิดขึ้นจากความผิดปกติในการเจริญเติบโตและการแบ่งเซลล์ของเซลล์ผิวหนังจนกลายเป็นเซลล์มะเร็ง โรคมะเร็งผิวหนังเป็นโรคที่พบในประเทศไทยได้น้อย ทั้งนี้จากสถิติล่าสุดในปี พ.ศ.2556 โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เป็นเพศชายน้อยมาก ในขณะที่ในเพศหญิงพบเพียง 1.91% จากผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ที่เข้ารับบริการทั้งหมด 3,925 คนทั่วประเทศ ทั้งนี้มะเร็งผิวหนังแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่
 
มะเร็งผิวหนังประเภทที่ไม่ใช่เมลาโนมา (Non-Melanoma) แบ่งออกเป็น 2 ชนิดย่อย ๆ คือ
 
มะเร็งผิวหนังชนิดเบซัลเซลล์ (Basal Cell Carcinoma-BCC) เป็นมะเร็งผิวหนังที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติของเบซัลเซลล์ จนกลายเป็นเซลล์มะเร็ง
มะเร็งผิวหนังชนิดสะความัสเซลล์ (Squamous Cell Carcinoma-SCC) เกิดจากความผิดปกติของสะความัสเซลล์ ส่งผลให้เกิดการผ่าเหล่าและกลายเป็นเซลล์มะเร็ง
มะเร็งผิวหนังประเภทเมลาโนมา (Melanoma) ได้แก่
มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา (Malignant melanoma) คือมะเร็งที่เกิดจากความผิดปกติ ของเซลล์เม็ดสีเมลานิน (Melanin) บนร่างกาย เป็นมะเร็งชนิดที่รุนแรงกว่าแต่พบได้น้อยกว่าประเภทแรก
มะเร็งผิวหนังที่พบได้บ่อยที่สุดคือ มะเร็งผิวหนังชนิดเบซัลเซลล์ (BCC) ซึ่งเป็นมะเร็งที่มีความรุนแรงน้อยกว่ามะเร็งผิวหนังชนิดอื่น ๆ
มะเร็งผิวหนัง
 
อาการของมะเร็งผิวหนัง
 
โรคมะเร็งผิวหนังมีอาการที่เกิดขึ้นบริเวณผิวหนัง สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และสามารถเกิดได้ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณ แขน ขา มือ ใบหน้า หรือบริเวณที่ต้องถูกแสงแดดเป็นเวลานาน ๆ ทั้งนี้อาการของมะเร็งผิวหนังจะแตกต่างกันตามชนิดของมะเร็งผิวหนังดังนี้
 
มะเร็งผิวหนังชนิดเบซัลเซลล์ (Basal Cell Carcinoma-BCC) อาการที่เห็นได้ชัดคือจะมีตุ่มเนื้อสีชมพู แดง มีลักษณะผิวเรียบมันคล้ายสีมุก และจะมีเส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ กระจายอยู่บริเวณตุ่มเนื้อ บางครั้งก็มีลักษณะเป็นสะเก็ดหรือเป็นขุย นอกจากนี้ตุ่มเนื้อจากมะเร็งชนิดนี้จะโตช้า และจะโตไปเรื่อย ๆ จนแผลแตกในที่สุด อาจทำให้มีเลือดออกและกลายเป็นแผลเรื้อรัง
มะเร็งผิวหนังชนิดสะความัสเซลล์ (Squamous Cell Carcinoma-SCC) อาการของมะเร็งชนิดนี้จะเริ่มต้นจากตุ่มเนื้อสีชมพู หรือแดง และด้านบนอาจมีลักษณะเป็นขุย หรือตกสะเก็ด เมื่อสัมผัสบริเวณแผลจะรู้สึกแข็ง เลือดออกง่าย แผลจะค่อย ๆ ขยายขนาดไปเรื่อย ๆ และกลายเป็นแผลเรื้อรังในที่สุด
มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา (Melanoma) เนื้อร้ายที่ขึ้นบนผิวหนังของมะเร็งชนิดนี้จะมีลักษณะคล้ายกับไฝหรือขี้แมลงวัน แต่จะโตเร็ว มีรูปร่างผิดปกติจากไฝหรือขี้แมลงวันธรรมดาที่มักจะมีลักษณะกลม หรือเป็นวงรี ขอบเขตไม่เรียบและอาจมีสีไม่สม่ำเสมอ ทั้งนี้ที่บริเวณแผลอาจตกสะเก็ดหรือมีอาการเลือดออกด้วยเช่นกัน
สาเหตุของมะเร็งผิวหนัง
สาเหตุของโรคมะเร็งผิวหนัง คือการกลายพันธุ์ของดีเอ็นเอภายในเซลล์ผิวหนัง ทำให้เกิดการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์ที่ผิดปกติ ส่วนสาเหตุที่ทำให้เซลล์ผิวหนังเกิดความผิดปกตินั้น ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากรังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดด หรือแสงสังเคราะห์ที่นิยมใช้ในเตียงอาบแดดเป็นต้น ทั้งนี้แสงแดดไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งเท่านั้น เพราะยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้อีกด้วย อาทิ การสัมผัสกับสารพิษอันตรายเป็นเวลานาน ๆ หรือระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ โดยปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งผิวหนังมีดังนี้
 
มีผิวขาวซีด เนื่องจากผิวหนังมีเม็ดสีน้อยกว่า
อยู่กลางแดดเป็นเวลานานจนเกินไป โดยไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกัน หรือทาครีมกันแดด
อาศัยอยู่ในแถบที่มีแสงแดดจัด หรืออยู่ในที่สูง
มีไฝหรือขี้แมลงวันมากผิดปกติ
ในครอบครัวมีประวัติว่าเคยเป็นมะเร็งผิวหนัง หรือผู้ป่วยเคยเป็นมะเร็งผิวหนังมาก่อน
มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เป็นผู้ติดเชื้อ HIV
ได้รับรังสีที่เป็นอันตรายติดต่อกันนาน ๆ
มีประวัติการถูกสารเคมี เช่น สารหนู หรือสัมผัสกับสารเคมีเป็นเวลานาน ๆ
การวินิจฉัยมะเร็งผิวหนัง
การตรวจเบื้องต้นด้วยตนเอง การวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังด้วยตัวเองสามารถทำได้ด้วยการสังเกตความผิดปกติของผิวหนัง หากมีตุ่มเนื้อที่ดูผิดปกติ หรือมีแผลเรื้อรังบริเวณผิวหนังที่มักจะโดนแดดบ่อย ๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจให้ชัดเจน
 
การวินิจฉัยโดยแพทย์ แพทย์จะทำการวินิจฉัยจากภายนอกด้วยการสังเกตความผิดปกติของผิวหนังอีกครั้ง หากบริเวณที่ผิดปกตินั้นมีความน่าสงสัยว่าจะเป็นมะเร็ง แพทย์จะมีการนำตัวอย่างผิวหนังบริเวณที่ต้องสงสัยไปทำการตรวจด้วยวิธีทางพยาธิวิทยา ซึ่งเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูง ทั้งนี้ หากแพทย์พบว่าตัวอย่างผิวหนังที่ตัดไปตรวจนั้นเป็นเนื้อร้าย แพทย์อาจให้เอกซเรย์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือตรวจเลือดเพิ่มเติม เพื่อวิเคราะห์ว่ามะเร็งผิวหนังที่เป็นนั้นอยู่ในระยะใด ทั้งนี้ในการแบ่งระยะของโรคมะเร็งผิวหนังจะคล้ายคลึงกับมะเร็งชนิดอื่น ๆ ซึ่งจะมีการแบ่งของระยะมะเร็งออกเป็น 4 ระยะ โดยแพทย์จะทำการวิเคราะห์ขนาดของก้อนเนื้อมะเร็ง และตรวจวินิจฉัยว่ามะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะอื่น ๆ หรือไม่ แล้วจึงจะระบุได้ว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็งในระยะใด
 
นอกจากระยะของมะเร็งที่กล่าวไปข้างต้น ก็ยังมีอาการทางผิวหนังบางอย่างที่หากตรวจพบแล้ว แพทย์อาจจัดให้ผู้ป่วยอยู่ในระยะก่อนมะเร็ง (Precancer) และต้องทำการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาการเหล่านี้มีความเสี่ยงที่อาจพัฒนากลายเป็นมะเร็งผิวหนังได้ โดยอาการทางผิวหนังที่ควรระมัดระวังมีดังนี้
 
เกิดแผลตกสะเก็ดจากการโดนแสงแดดติดต่อกันบ่อย ๆ เป็นเวลานาน รวมถึงควรสังเกตผิวบริเวณริมฝีปากโดยเฉพาะริมฝีปากล่างที่แห้ง ตกสะเก็ด
ตุ่มนูน ที่มีลักษณะหนาแข็ง โดยผิวหนังบริเวณฐานของตุ่มจะแดง
มีแผลเรื้อรังที่รักษาไม่หาย
มีไฝหรือขี้แมลงวันรูปร่างผิดปกติ มีขนาดใหญ่กว่าปกติ หรือมีสีที่แตกต่างจากทั่วไป